|
 |
 |
|
|
นาจิบครองตำแหน่งสมัยสอง |
|
หลังการเลือกตั้งทั่วประเทศเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ปฏิกิริยาของตลาดเงินตลาดทุนในมาเลเซียตอบรับชัยชนะของพรรคแนวร่วมแห่งชาติ "National Front" (หรือ Barisan Nasional ในภาษาท้องถิ่น) ซึ่งนำโดยพรรคอัมโนของนายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรี ในเชิงบวก Fake Rolex Watches ถ้าการฟอร์มทีมรัฐบาลเสร็จเรียบร้อย มีการประกาศรายชื่อรัฐมนตรีออกมาเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ก็น่าจะยิ่งสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนมากขึ้น และเป็นที่คาดหวังว่านักธุรกิจเชื้อสายจีนในมาเลเซียซึ่งตีจากนโยบายสนับสนุนชาวมาเลย์ของรัฐบาลนายนาจิบในระยะที่ผ่านมา อาจจะหันกลับมาให้ความไว้วางใจรัฐบาลของเขามากขึ้นด้วย แต่นั่นหมายความว่าจำเป็นต้องมีการปฏิรูปในหลายๆด้านอย่างจริงจัง ประเด็นเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญที่แต่ละพรรคการเมืองหยิบยกขึ้นมาใช้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง นายนาจิบประกาศเป้าหมายทางเศรษฐกิจไว้อย่างชัดเจนหลายเรื่องด้วยกัน โดยระบุว่าหากได้กลับมาจัดตั้งรัฐบาลก็จะเดินหน้าสู่เป้าหมายลดการขาดดุลการคลังลงให้เหลือเพียง 3% ของจีดีพี จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 4.5% นอกจากนี้ยังให้คำมั่นว่าจะลดการใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ และที่สำคัญกว่านั้นคือเขาตอกย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องดำเนินนโยบายแห่งชาติ The Economic Transformation Program ให้ต่อเนื่องเพื่อนำมาเลเซียไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาแล้วภายในเป้าหมายปีค.ศ.2020 หรือพ.ศ.2563 สำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุว่า เศรษฐกิจมาเลเซียขยายตัวที่ระดับ 5.6% ในปี 2555 สัญญาณการชะลอตัวเริ่มปรากฏให้เห็น ความต้องการนำเข้าสินอิเล็กทรอนิกส์ของมาเลเซียจากตลาดในประเทศตะวันตกเริ่มแผ่วลง การส่งออกกลับไปพึ่งสินค้าประเภทสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมัน น้ำมันปาล์ม Replica Cartier Watches และยางพาราเพิ่มมากขึ้น การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ถูกดึงไปยังประเทศเพื่อนบ้านของมาเลเซียมากขึ้นรวมทั้งฟิลิปปินส์ มาตรการอุดหนุนด้านต่างๆ รวมทั้งการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศทำให้รัฐแบกรับภาระการขาดดุลงบประมาณสูงขึ้นมาก ตัวเลขขาดดุลดังกล่าวใกล้จะถึงระดับ 80 % ของจีดีพี เหล่านี้ล้วนเป็นโจทย์หินที่รอรัฐบาลใหม่เข้ามาสะสางต่อ ซึ่งวิธีการรับมือกับปัญหาคือการเดินหน้าปฏิรูปต่อไป รวมถึงการทำตามคำมั่นสัญญาที่เขาได้ให้ไว้กับประชาชนในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เช่น การเร่งกำราบปัญหาการคอร์รัปชัน การเล่นพวกเล่นพ้อง ให้สิทธิประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากกว่า การให้เสรีภาพสื่อมากขึ้น การยกเลิกข้อจำกัดสิทธิประชาชนเกี่ยวกับการชุมนุมแสดงความคิดเห็น รวมทั้งการเพิ่มความโปร่งใสเกี่ยวกับโครงการต่างๆของรัฐบาล การที่ตลาดตอบรับผลการเลือกตั้งในเชิงบวกโดยที่ตลาดหุ้นกัวลาลัมเปอร์ขยับสูงขึ้น 3.4% เมื่อวันจันทร์ (7 พฤษภาคม) หลังผลการเลือกตั้งออกมาว่าพรรคแนวร่วมแห่งชาติโดยการนำของนายนาจิบได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร (133 ที่นั่งจากทั้งหมด 222 ที่นั่งในสภา) สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจของนักลงทุนว่า นายนาจิบจะเดินหน้ามาตรการปฏิรูปในด้านต่างๆตามที่ได้ให้สัญญาไว้
แม้ในสมัยแรกของรัฐบาลนายนาจิบ เศรษฐกิจของมาเลเซียจะมีการขยายตัวที่อัตราเฉลี่ยปีละ 6% ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา แต่หลายมาตรการที่ฝ่ายค้านเรียกว่าเป็นมาตรการประชานิยม ใช้เม็ดเงินหว่านซื้อใจประชาชน เช่น การแจกเงินผู้มีรายได้น้อย ก็สร้างภาระทำให้รัฐบาลขาดดุลงบประมาณมูลค่ามหาศาล ปัจจุบันมาเลเซียติดอันดับประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงสุดประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือที่ระดับ 53 % ของจีดีพี อีกทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ก็มาจากการใช้จ่ายงบลงทุนในโครงการภาครัฐ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าสามารถผลักดันเศรษฐกิจได้ในระยะสั้นเท่านั้น ขณะที่ค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้นมาก "มาเลเซียกำลังติดกับดักของประเทศที่มีรายได้ระดับกลาง คือยังไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาแล้วที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูง ขณะเดียวกันก็สูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศกำลังพัฒนาที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำกว่าทำให้สามารถผลิตสินค้าราคาถูกกว่ามาตีตลาด" นักวิเคราะห์ระบุว่า ชัยชนะของนาจิบและพรรคแนวร่วมไม่ได้หอมหวานและไม่มีช่วงเวลาของการฮันนีมูน จากนานาปัญหาและภารกิจที่รออยู่นั้น หมายความว่ารัฐบาลใหม่กำลังต้องพบกับงานโหดหินและหากทำไม่สำเร็จ การเลือกตั้งครั้งหน้าก็อาจจะเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่พรรคแนวร่วมต้องพ่ายแพ้เป็นครั้งแรกในรอบครึ่งศตวรรษเนื่องจากชัยชนะครั้งล่าสุดนี้ เห็นได้ชัดว่าจำนวนส.ส.ที่ได้มีน้อยลง (เทียบกับ 140 ที่นั่งในปี 2551) ขณะที่ฝ่ายค้านได้รับคะแนนเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ
แหล่งที่มา:www.thanonline.com
|
|
<< ย้อนกลับ >> |
|
|
|
 |
|